กงสุล/สถานทูต · อ่าน 7 นาที · อัปเดต 2026-05-18

Apostille vs Legalization ต่างกันอย่างไร — เลือกใช้งานให้ถูก

ไทยเข้าร่วม Hague Apostille Convention ปี 2026 — บทความนี้อธิบายความต่างระหว่าง Apostille และ Embassy Legalization, ประเทศใดใช้แบบไหน, ระยะเวลา และค่าใช้จ่าย

พื้นฐาน: Legalization Chain

เอกสารไทยที่ต้องใช้ในต่างประเทศต้องผ่าน Legalization Chain เพื่อยืนยันว่าลายเซ็นและตราประทับเป็นของจริง โดยปกติเริ่มจาก Notary Public → MFA → สถานทูตประเทศปลายทาง แต่หากประเทศปลายทางเป็นสมาชิก Hague Convention ขั้นตอนสถานทูตจะถูกแทนที่ด้วย Apostille

Apostille คืออะไร

Apostille คือใบรับรองมาตรฐานเดียวที่ออกโดย Competent Authority (ในไทยคือกระทรวงการต่างประเทศ) — ใช้แทนการรับรองสถานทูตในกว่า 125 ประเทศสมาชิก เช่น สหรัฐ ออสเตรเลีย เยอรมนี ฝรั่งเศส อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และอินเดีย

ข้อดี: ขั้นตอนน้อยลง (ตัดสถานทูตออก), เวลาน้อยลง (จาก 7-15 วันเหลือ 1-3 วัน), ค่าใช้จ่ายลดลงประมาณ 40-60%

Embassy Legalization

สำหรับประเทศที่ไม่ใช่สมาชิก Hague เช่น จีน เวียดนาม UAE ซาอุดิอาระเบีย — ยังต้องผ่านขั้นตอนสถานทูตเหมือนเดิม โดยแต่ละสถานทูตมีข้อกำหนดต่างกัน เช่น สถานทูตจีนต้องการเอกสารแปลโดยผู้แปลที่ได้รับอนุญาต + รับรอง MFA ก่อน

ระยะเวลาและค่าใช้จ่ายโดยประมาณ

Apostille: 1-3 วันทำการ, 600-2,000 บาทต่อชุด (ค่าธรรมเนียม MFA + บริการ) Embassy Legalization: 5-15 วันทำการ, 2,500-8,000 บาทต่อชุด (ขึ้นกับสถานทูต)

ตรวจสอบประเทศปลายทางก่อนเลือก

ก่อนเริ่มขั้นตอน ตรวจสอบกับหน่วยงานปลายทาง (มหาวิทยาลัย นายจ้าง ทะเบียนสมรส) ว่ายอมรับ Apostille หรือไม่ บางหน่วยงานในประเทศสมาชิกอาจขอ Embassy Legalization เพิ่มเติมเพื่อความมั่นใจ

บริการที่เกี่ยวข้อง

เลือกบริการที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ — ทีมตอบใบเสนอราคาภายใน 30 นาที

พื้นที่บริการที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความทั้งหมด